💭 “ AI ทำไม่ได้ทุกอย่าง”

ทุกคนคงเห็นผ่านตากันมาบ้างแล้ว วันนี้อยากรวมประสบการณ์จาก Entrepreneur, Developer และสายงานอื่นๆ รวมถึงตัวเราเอง ถึงเรื่องที่ AI ทำแล้วไม่เวิร์ก

Disclaimer ว่าประสบการณ์แต่ละคนเป็นเรื่องปัจเจก อาจใช้ไม่ได้กับทุกคน ส่วนตัวเป็น Non-Tech และเพิ่งเริ่มได้เดือนกว่า ดังนั้นบางอย่างอาจเกิดจากเราขาดประสบการณ์หรือความรู้เอง

1. 🫱🏻‍🫲🏼 Trust is Human: ทำไมดีลสำคัญ ยังต้องคุยกับคน ไม่ใช่บอท

คำถามง่ายๆ ถ้าเราทักแชต โทรหาร้านค้า หรือปิดดีลสำคัญ เราอยากคุยกับ AI หรือคน? 99% ก็คงตอบว่าคน (นึกไม่ออกด้วยซ้ำว่าใครจะอยากคุยกับ AI)

ปีที่แล้วมีโอกาสไปที่ Trip.com กับ สมาคมนักลงทุนประเทศไทย พี่มี่ ทิวา ชินธาดาพงศ์ ถามว่ามีแพลนจะลด cost เรื่อง call center ไหม ใช้พนักงานเยอะมาก แถมพูดได้หลายภาษาอีก

บริษัทบอกว่าหัวใจของการบริการคือการเข้าใจคน ถ้าเขาโทรมาแล้วเจอ AI พูดไม่รู้เรื่อง ไม่เข้าใจ เขาก็หนีแล้ว

วันหนึ่งอาจทำแทนคนได้ 100% ไหม ไม่แน่ใจ แต่วันนี้ทำไม่ได้แน่ๆ จิตวิทยาลึกๆ เรายังอยากรู้สึกเชื่อมโยงกับอีกคนเสมอ

อีกอย่าง เวลาคุยงาน B2B มีเทคนิคต่อรองเยอะมาก แต่สำคัญที่สุดคือการ build trust & authority คำถามคือ AI จะทำสิ่งนี้ได้อย่างไร? มีแต่คนเท่านั้นแหละที่ทำได้

2. 🧭 Strategy Starts With You: AI คือค่าเฉลี่ย แต่จุดตั้งต้นต้องมาจากเรา

AI เหมาะกับการลดงาน mundane operations ออกไป เพื่อให้นักธุรกิจกลับมาวิเคราะห์ภาพใหญ่ให้ออก

ถ้าเริ่มสร้าง product day 1 จาก 0 คำถามคือ เราจะทำอะไร? ขายใคร? ขายราคาเท่าไร? ช่องทางขายคืออะไร? ต้นทุนเท่าไร? ใช้คนกี่คนในวันแรก? คำถามพวกนี้สารตั้งต้นต้องมาจากเราก่อน แล้วค่อยให้ AI ช่วยเกลา

“AI คือค่าเฉลี่ยความฉลาดของคนที่ใช้” ถ้าเราให้ AI คิดตั้งแต่ต้น เราก็จะได้ผลลัพธ์ที่เท่าๆ กับตลาด แล้วจะ outperform market ได้อย่างไร

AI อาจเหมาะกับการทบทวนแผนอีกที เช่น เอา Framework มาตรวจ Business Strategy ที่วางไว้ เหมือนที่พี่บอล Jittipong Loespradit MarTech ทำ แล้วจะทำให้เราฉลาดขึ้นด้วย

3. 🎨 Taste is Not a Prompt: งานที่มีรสนิยม AI ยังทำไม่ได้

ตอนนี้ prompt รูปได้ง่ายมาก อย่างเราเล่น Meta AI ยังไม่ติด limit เลย แต่ก็คล้ายเรื่อง Business Strategy ถ้าให้ input ที่ไม่ดี ก็ได้ output ที่ไม่ดี

คุยกับ Cake Wanitnunttada จาก KO-EXPERIENCE สังเกตว่าถ้าให้ AI ช่วย design มันก็หน้าตาคล้ายๆ กันหมด ต่อให้ prompt ดีแค่ไหน ใส่ skill อะไรก็ตาม

งาน UX/UI ยังพอไปได้เพราะมี layer ของความเป็น human ใส่เข้าไปเยอะ ต้องวาง journey ลูกค้ายังไง design แบบไหนถึงจะเข้ากับแบรนด์

สุดท้ายต้องใช้คนที่เชี่ยวชาญมา approve อยู่ดี process ออกแบบ web / app ให้สวย ยังต้องแก้ยิบย่อยโดยคนอีกเยอะมาก

4. ✍️ Write to Think: เขียนยาก แต่ทำให้สมองยังทำงาน

งานเขียนทุกประเภท ถ้าให้ AI ทำแทน ภาษาจะแข็งๆ ไม่ลื่นไหลเหมือนคนเขียน ยิ่งตอนนี้มีคอนเทนต์ AI เยอะไปหมด คนยิ่งเบื่อที่ต้องอ่านภาษาหุ่นยนต์

งานเขียนช่วยเรียบเรียงความคิดด้วย พี่ทอย Kasidis Satangmongkol พี่เบนซ์ Arnun Treetitipat พี่โสภณ Sopon Supamangmee พี่บอล และคนอื่นๆ พูดถึงเรื่องนี้ไว้เยอะ เพราะมันยากในการเขียนบทความชิ้นหนึ่งขึ้นมา ไม่ต้องพูดถึงหนังสือ แต่เพราะมันยาก เราเลยต้องทำเอง ไม่เช่นนั้นจะเหมือนที่หลายคนพูดขำๆ ว่า ใช้ AI เยอะ สมองฝ่อ 5555

งานเขียนในบางมุมเลยอาจคล้ายการเข้ายิม สนุกบ้าง ไม่สนุกบ้าง เบื่อบ้าง มีกำลังใจ หมดแรงบ้าง แต่ดีต่อสุขภาพความคิด

ทุกวันนี้เราใช้ AI แค่ตรวจคำผิดกับลดทอนเนื้อหา 10% ถ้ารู้สึกว่ายาวไป อาจมีบ้างที่เขียนเสร็จแล้ว ให้ช่วยเกลาชื่อ topic หน่อย นอกนั้นยังเป็นภาษาตัวเอง ผิดบ้างถูกบ้างก็ถือว่าเป็นบทเรียนไป

5. 🧡 The Human Layer: งานบางงานแทนได้ แต่ความรู้สึกแทนไม่ได้

พี่จ้อม AWS อีกหนึ่ง Mentor เคยสอนว่า เราต้องดูให้ออกว่างานไหนให้คนหรือ AI ทำแทนได้ งานไหนทำแทนไม่ได้ หรือได้ก็ไม่เหมือนกัน

เช่น ถ้าพ่อแม่เราสูงอายุ เราควรพาเขาไป รพ. เอง เพราะต่อให้มีพยาบาลหรือคนขับรถ ความรู้สึกและความใส่ใจที่ได้รับก็แทนกันไม่ได้

ตัวอย่างติดตลกอีกอัน วันเกิดแฟน เราจะ prompt AI ให้ไปนั่งคุยแทนตัวเองได้ไหม ไม่ได้อยู่แล้ว 5555

คล้ายข้อ 1 ความสัมพันธ์เป็นเรื่องละเอียดอ่อน เวลาเราคุยกับใคร ไม่ใช่แค่คำพูดหรือตัวอักษร แต่มี non-verbal communication อีกเยอะเลย

ไม่นับเรื่องการเทคแคร์ดูแลกายใจ สุดท้ายสิ่งที่ยังทำให้คนเป็นคน ก็คือสิ่งที่คนเราทำให้กันนี่แหละ

แล้วทุกคนเจอประเด็นไหนอีกไหม ที่คิดว่า AI แทนไม่ได้แน่ๆ คอมเมนต์เล่าให้ฟังกันได้นะครับ

#Flow’sTable
#flowstable
#flowtogrow